อยากคว้า IELTS คะแนนสูง ต้องรู้จัก
"CEFR คืออะไร?”
Common European Framework of Reference for Languages
CEFR หรือชื่อเต็ม Common European Framework of Reference for Languages เป็นการวัดระดับทักษะทางด้านภาษาอังกฤษมาตรฐานสากลของยุโรปที่ใช้อธิบายความเชี่ยวชาญทางด้านภาษาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทวีปยุโรปและในกลุ่มประเทศที่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ยิ่งไปกว่านั้น CEFR ยังเป็นมาตรฐานที่สามารถวัดระดับทักษะได้อย่างแม่นยำ โดยเปรียบเทียบกับการวัดความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษแบบอื่นๆ
ด้วยความละเอียดของ CEFR ที่แบ่งการวัดออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ A1, A2, B1, B2, C1 และ C2 (ละเอียดมาก)
มากไปกว่านั้นด้วยการออกแบบมาอย่างดี จึงทำให้สามารถใช้ CEFR ในการวัดระดับทักษะของภาษาอื่นอีก เช่น เยอรมัน ภาษาเอสโตเนีย ฯลฯ เรียกได้ว่าสามารถใช้ได้กับภาษาใดก็ได้ในยุโรปเลยทีเดียว
ในปี 1990 สภายุโรป (Council of Europe) ที่มีสมาชิก 47 ประเทศ ได้มีแนวคิดที่จะสร้างกรอบอ้างอิงด้านภาษา เพื่อให้เป็นมาตรฐานในการประเมินความสามารถและทักษะทางด้านภาษา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนภาษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเปรียบเทียบความสามารถทางภาษาได้ในระดับสากล ด้วยโครงการที่มีชื่อว่า “Language Learning for European Citizenship” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในยุโรป ต่อมาได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในปี 2001 และได้เป็นเครื่องมือสำคัญของการศึกษาและการประเมินความสามารถทางภาษาทั่วโลก
ด้วยความละเอียดของการวัดที่เริ่มตั้งแต่ระดับ Beginner จนถึง Advanced แบ่งเป็น 6 ระดับ ได้แก่
ในระดับ A1 หรือ Beginner นี้ บ่งบอกถึงการมีทักษะการใช้ภาษาขั้นพื้นฐาน สามารถใช้พูดคุยเป็นประโยคง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีความเข้าใจและการใช้ประโยคในขั้นพื้นฐาน
ในระดับ A2 หรือ Elementary บ่งบอกถึงทักษะภาษาในระดับที่สามารถพูดคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวันได้ เช่น การแนะนำตัว การถามทาง ฯลฯ พูดคุยเรื่องที่คุ้นเคย บริบทเดิมๆ ไม่ซับซ้อน
ในระดับ B1 หรือ Intermediate บ่งบอกถึงทักษะภาษาที่สามารถเข้าใจบทสนทนาทั่วไป และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อที่คุ้นเคยได้ สามารถตอบคำถามหรือสามารถรับมือกับการตอบโต้บทสนทนาไป-มา ได้
ในระดับ B2 หรือ Upper-Intermediate บ่งบอกถึงทักษะที่สามารถสื่อสารได้ดี พูดคุยในหัวข้อที่ซับซ้อนได้และแสดงออกอย่างมีเหตุผล อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทที่หลากหลาย (สามารถสื่ออารมณ์การยินดี การชื่นชม หรือการแสดงความเสียใจได้อย่างเหมาะสม)
ในระดับ B2 หรือ Upper-Intermediate บ่งบอกถึงทักษะที่สามารถใช้ภาษาในระดับสูงทั้งในเชิงวิชาการและวิชาชีพ การอภิปรายที่ซับซ้อน มีภาษาที่ลื่นไหล แม่นยำ เข้าใจความหมายโดยนัยและสามารถโครงสร้างภาษาที่ดี สร้างถ้อยคำที่ชัดเจน
ในระดับ B2 หรือ Upper-Intermediate บ่งบอกถึงทักษะที่สามารถสื่อสารได้ดี พูดคุยในหัวข้อที่ซับซ้อนได้และแสดงออกอย่างมีเหตุผล อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทที่หลากหลาย (สามารถสื่ออารมณ์การยินดี การชื่นชม หรือการแสดงความเสียใจได้อย่างเหมาะสม)
ระดับ CEFR สามารถเทียบหรือแปลงเป็นระดับคะแนน IELTS ได้ดังนี้
แน่นอนว่าด้วยความแม่นยำและความละเอียดจึงทำให้ผลที่ได้มาจากการเทียบ CEFR เป็น IELTS Band Score นั้น บ่งบอกระดับทักษะของผู้ทดสอบได้อย่างแม่นยำ จึงเป็นจุดสำคัญที่มีส่วนช่วยในการวางแผนการฝึกฝน การเตรียมตัว และการแก้ไข เพื่อให้สามารถพัฒนาแต่ละทักษะ (การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน) ไปยังเป้าหมายคะแนนที่ต้องการได้ เรียกได้ว่า “ตรงจุด ไม่เสียเวลา”
แน่นอนว่าในทางกลับกัน หากมีเป้าหมาย IELTS Band Score ที่ต้องการแล้ว ก็สามารถเทียบกลับมาเป็น CEFR เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน แน่นอนว่าทักษะทางด้านภาษาที่ประกอบด้วย การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน นั้น แต่ละคนมีความถนัดในแต่ละด้านแตกต่างกันไป ซึ่งคะแนนที่ได้ก็คือ ค่าเฉลี่ยของ 4 ทักษะนั้นนั่นเอง ความหมายก็คือ การค่อยๆขยับระดับของแต่ละทักษะขึ้นไปอย่างมีทิศทางและมีความสอดคล้องกัน เพื่อให้การเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความเข้าใจในหลักภาษา สามารถต่อยอดและรองรับกับการใช้ภาษาในระดับสูงได้
หลายครั้งอาจเกิดความเข้าใจอย่างผิดๆ ด้วยการมุ่งเน้นเรียนรู้ ท่องจำ แต่คำศัพท์ระดับ C2 โดยคิดว่าการใช้แต่คำศัพท์ระดับสูงก็จะได้คะแนนสูงตามมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนอกจากจะไม่ได้คะแนนสูงตามเป้าแล้ว ยังจะทำให้ภาพลักษณ์หรือลักษณะการพูดเหมือนหุ่นยนต์อีกด้วย
ในความรู้สึกของผู้เริ่มต้น (A1-A2) การเรียนภาษาอังกฤษอาจดูเป็นเรื่องที่ท้าทาย เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วครูที่เป็น Native Speaker หรือผู้เชี่ยวชาญที่เป็น Bilingual นั้น สามารถทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้อย่างสนุกและมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังสามารถใช้เทคนิคเพิ่มเติมในการช่วยเสริมการเรียนรู้ เช่น
หนังสือสำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งส่วนใหญ่หนังสือประเภทนี้จะมีภาพประกอบคำ/ประโยค และการใช้ภาษาที่ไม่ซับซ้อน ทำให้จำง่าย เข้าใจง่าย และทำให้รู้สึกว่าการเรียนรู้ด้านภาษาไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากอะไรเลย
การฟังเพลงภาษาอังกฤษ แน่นอนว่าการฟังเพลสากลงหรือดูคลิปวิดีโอที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ จะเพื่อช่วยพัฒนาทักษะด้านการฟังได้เป็นอย่างดี
การใช้บัตรคำศัพท์ (Flashcards) เทคนิคการสร้างบัตรคำศัพท์ (Flashcards) นิยมมากกกในผู้เริ่มต้นท่องคำศัพท์ ด้วยความง่ายและความสนุกในการจำคำใหม่ ๆ โดยเขียนคำศัพท์และความหมายไว้บนบัตรและนำมาท่องหรือท้ากันกับเพื่อน
การตั้งเป้าหมายคำศัพท์ การท่องคำศัพท์ใหม่ๆโดยมีเป้าหมายจำนวนคำในแต่ละวัน อาจประมาณ 5-10 คำต่อวัน ซึ่งขอแนะนำให้ท่องเป็นหมวดหมู่จะดีกว่าท่องจำตามตัวอักษะ
การเรียนรู้ 12 tense ในภาษาอังกฤษ (The 12 Basic English Tenses)
12 tense ในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ Present, Past, และ Future โดยในแต่ละหมวดมี 4 รูปแบบ คือ Simple, Continuous, Perfect, และ Perfect Continuous
การเข้าใจ tense ทั้ง 12 จะช่วยให้เข้าใจและสื่อสารได้อย่างชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษาอังกฤษ
สอบถามรายละเอียด iSX (Independent Self-study System) ได้ที่ Westminster School of English
CEFR หรือ Common European Framework of Reference for Languages กรอบอ้างอิงมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินความสามารถด้านภาษา โดยแบ่งระดับความเชี่ยวชาญออกเป็น 6 ระดับ (A1, A2, B1, B2, C1 และ C2) เริ่มตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับที่เทียบเท่าเจ้าของภาษา CEFR ไม่ได้ใช้เฉพาะกับภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ประเมินภาษาอื่น ๆ ในยุโรปได้เช่นกัน
โดยในบริบทของการสอบ IELTS ระดับ CEFR สามารถเชื่อมโยงกับคะแนน Band Score ได้ เช่น B1 เทียบเท่าคะแนน 4.0-5.0 และ C2 เทียบเท่าคะแนน 8.5-9.0 ซึ่งช่วยให้ผู้สอบสามารถวางแผนการพัฒนาทักษะภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน พร้อมทั้งใช้เทคนิคการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง การอ่านบทความ การอ่านวรรณกรรม การใช้แอปพลิเคชันฝึกภาษา หรือการเขียนบทความ
การเรียนรู้ตามแนวทาง CEFR จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในหลักภาษาอย่างลึกซึ้ง และพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับเป้าหมายการใช้ภาษาในชีวิตจริงได้อย่างเต็มที่
พัฒนามาเพื่อให้นักเรียนของเราสอบได้คะแนนตามที่คาดหวัง และได้ผลลัพธ์จริง
จากหลักสูตรที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาบุคลากรผู้สอน พร้อมการเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่ของสถาบันเวสท์มินส์เตอร์ จึงทำให้
“หลักสูตรของเราประสบความสำเร็จ”
พิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ของนักเรียนเรา สอบได้ IELTS 7.0-9.0
ประธานหลักสูตร
อาจารย์ Richard Hallows
ผู้เชี่ยวชาญด้าน IELTS ระดับโลกที่สร้างหลักสูตร IELTS ให้กับนักเรียนไทย
การันตีคุณภาพด้วยรางวัล British Council IELTS Partner of the Year ถึง 4 ปีซ้อน


รางวัล British Council IELTS Partner of the Year เป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าสถาบันฯของเราเป็นผู้นำในด้าน IELTS อย่างแท้จริง และมีความมุ่งมั่นในการถ่ายทอดหลักสูตรเตรียมสอบ IELTS และการจัดสอบที่มีคุณภาพตามมารฐานของ British Council ที่เป็นเจ้าของข้อสอบ IELTS ทั่วโลก
Westminster หวังว่าบทความนี้จะคอยเป็นกำลังใจให้กับทุกๆคนที่กำลังพยายามตามล่าความฝันอยู่ ขอให้ประสบความสำเร็จนะคะ 
นักเรียน Westminster ทำคะแนน IELTS 6.5–8.5 ยกห้อง สูงกว่าค่า

นักเรียน Westminster ทำคะแนน IELTS 6.5–8.5 ยกห้อง สูงกว่าค่า
หลักสูตร IELTS ติวเข้มที่พิสูจน์แล้วด้วยผลสอบ IELTS 6.5-7.5 ยกชั้น ในคอร์ส Advanced IELTS
บริการให้คำแนะนำในการศึกษาต่อต่างประเทศโดยผู้เชี่ยวชาญผู้มีประสบการณ์กว่า 10 ปี ปรึกษาฟรีทุกขั้นตอน
Copyright © 2024 Westminster International Co., Ltd All Rights Reserved.